วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้ามากับพระเจ้า-December 24, 2013

ข้ามากับพระเจ้า December 24, 2013 The Readers online Cafe
December 24, 2013


วันนี้เป็นวันที่ต้องขึ้นเครื่องข้ามทวีป ข้ามน้ำข้ามทะเล ไปสู่ประเทศสุดแสนจะศิวิไลซ์ (ใครบอกวะ) สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ใครๆ ก็อยากจะไปขุดทองแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า แต่บอกไว้ตรงนี้เลยครับ "ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย" คำนี้คือเรื่องจริง
ก่อนอื่น ขอทุกท่านสละเวลาแก่เครื่องประทินผิวข้าพเจ้า 1 วินาที มาถึงด่านเพิ่งรู้ว่าพลาดแล้ว แม้จะผลิตภัณฑ์ตลาดแต่แพงมากสำหรับกู มีรึจะยอม วิชชี่นี่ถึงกับเทแป้งออกถ่ายเทของเหลว เซนกะเหลืออยู่หน่อยกูโปะแม่งเต็มหน้าตรงนั้นเลย เหลืออีกหน่อยประพรมทั่วร่างกาย ส่วนยาสีฟันช่างแม่งกูไม่แปรงก็ได้ อย่าเล่นตลกกะคนจนไม่งั้นมีมึ


วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

ข้ามากับพระเจ้า

ข้ามากับพระเจ้า
ครั้งหนึ่งเคยใช้ไปใช้ชีวิตกรรมกรที่อเมริกา แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาแค่สี่เดือน แต่ก็ได้ประสบการณ์มากมาย วันนี้นึกอยากนำเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง ตั้งแต่วีรกรรมการได้มาของวีซ่าสุดอัศจรรย์ ตกเครื่องเพราะความซื่อบื้อ และไอ้อ้วนที่โคตรโง่ภาษาอังกฤษกับการใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในลอสแองเจลลิส เรื่องราวการเอาตัวรอด ชีวิตที่ดิ้นรน ทั้งขำและมีน่ำตา หวังว่าทุกท่านจะติดตามอ่านกันนะครับ จะเพื่อบันเทิง ซ้ำเติม ฆ่าเวลา ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงครับทั่น

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ว่าด้วยเรื่องโปสเตอร์มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่18 2556 Book ExpoThailand 2013

มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่18 2556 Book ExpoThailand 2013 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 16-27 ตุลาคม 2556 Story bY R.ANCHALEE RATTANAKUNTHONTHIP


มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 2556  Book ExpoThailand 2013 

"หนังสือเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลก"


โปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 ใช้นกพิืราบเป็นสื่อสัญลักษณ์

กลับมาอีกครั้งกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่บรรดานักอ่านรอคอย ซึ่งงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 แล้ว มาพร้อมกับแนวคิด "หนังสือเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลก" โดยใช้สัญลักษณ์ นกพิราบขาว ตัวแทนแห่งเสรี และสันติภาพ ครับและสัญลักษณ์นกพิราบขาวที่แปะอยู่บนโปสเตอร์นี้เอง ที่กลายเป็นประเด็นโดนจวกยับจากบรรดาขาใหญ่จากสังคมออนไลน์ชื่อดัง ว่า "คิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่เป็นหรืออย่างไร" "รับไม่ได้ที่ไปลอกเลียนแบบ Artwork งาน Salon du Livre de Paris 2012 ของฝรั่งเศสเขามาทั้งดุ้น" 


  
โปสเตอร์งาน Salon du Livre de Paris 2012 ของฝรั่งเศส


ส่วนตัวพออ่านกะทู้วิพากษ์วิจารณ์แล้ว ก็คิดในใจว่าใจเย็นๆ กันหน่อยเหอะ เปิดใจให้กว้าง ไต่ตรองก่อนสักนิด รอเหตุผลจากเจ้าของผลงานชี้แจงก่อนดีกว่าไหม? ว่าเหตุผลของเขาคืออะไรก่อนที่จะเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจากการเข้าไปดูเฟสบุ๊คเจ้าของผลงานออกแบบโปสเตอร์ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 สรุปว่า ผลงานอาร์ทเวิร์กชิ้่นนี้ได้รับการสนับสนุนและผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการมาเป็นที่เรียบร้อย

คำถามต่อไปคือ บรรดาคณะกรรมการถูกใจกดไลก์ให้งานชิ้นนี้เพราะเหตุผลอะไร?

สวยงามเหมาะสม ?

ไปในทิศทางเดียวกับงานมหกรรมนังสือในหลายๆ ประเทศ?

เผอิญว่ามีไฮไลท์เด่นเป็นนิทรรศการครบ 40 ปี 14 ตุลาฯ ?

ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 นี้จึงได้คล้ายคลึงหรือเหมือนโคลนนิ่งเขามาขนาดนั้น ก็ลองเสิร์ชกูเกิ้ลดูโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือของหลายๆ ประเทศ ปรากฏว่าในปี 2013 นี้ ไม่มีประเทศใด (หรือผู้เขียนอาจจะยังค้นไม่พบ) ใช้สื่อสัญลักษณ์นกพิราบนี้ นอกจาก โปสเตอร์งาน Salon du Livre de Paris 2012 ของฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียว 

ท่านเห็นค.ศ.หรือไม่ครับ ค.ศ. 2012 ใช่ครับ 2012 ไม่ใช่ 2013 ผู้เขียนก็เกิดความสงสัยสัยอีกหรือว่าเทรนด์โปสเตอร์ปี 2012 ประเทศต่างๆ จะใช้สื่อสัญลักษณ์นกพิราบ หรือลวดลายอิสระไปในทิศทางเดียวกันนั้นหรือ จึงไปค้นดูก็พบว่าในปีค.ศ.2012 งาน Bok Fair ของหลายๆ ประเทศ ออกแบบ Artwork โดยใช้ลายเส้นอิสระ เคลื่อนที่คล้ายกับการโบยบิน บางประเทศก็ใช้สื่อสัญลักษณ์เป็นรูปนกชัดเจนครับ ดูจากภาพประกอบงานโปสเตอร์มหกรรมงานหนังสือของประเทศต่างๆ ในปี 2012 


โปสเตอร์งาน BOOKEXPO AMERICA 2012

โปสเตอร์งาน Miami Book Fair International 2012 มองแล้วคล้ายกับนกที่กำลังโบยบิน
AI Gharbia Book Fair  สัญลักษณ์คล้ายนกชัดเจน

1ST AHMEDABAD NATIONAL BOOK FAIR ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปนกยูงลำแพน


THE LONDON ART BOOK FAIR ใช้ลายเส้นกราฟฟิคลวดลายอิสระสวยงาม

สรุปชัดเจนนะครับว่างานมหกรรมหนังสือของต่างประเทศในปี 2012 มีการออกแบบคล้ายคลึงไปในทิศทางเดียวกัน

แล้วความสงสัยต่อมาคือ ในปี 2013 ชาวบ้านเขาใช้ Artwork รูปแบบไหนกัน และก็เป็นจริงอย่างที่ข้องใจครับ หลายๆ ประเทศออกแบบโปสเตอร์งาน Book Fair ปี 2013 นี้โดยเน้นธีม Colourful โดยใช้สีที่หลากหลายเป็นสื่อสัญลักษณ์ ออกแนวกระตุ้นผู้คนให้หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับการอ่าน ดูภาพประกอบ

THE LONDON ART BOOK FAIR 2013


WESSSEX CHILDREN'S BOOK FESTIVAL 2013 

THE FRANKFURT BOOK FAIR 2013 เรียบง่ายใช้สีบนตัวอักษรดึงดูดความสนใจ

The 34th Manila International Book Fair 2013 มาสีสันแสบทรวง แต่ให้ความรู้สึกกระตุ้นได้ดีครับ



THE NY ART BOOK FAIR 2013 เน้นสีส้มแสดเช่นกัน



โปสเตอร์งาน BOOKEXPO AMERICA 2013 เน้นใช้ Wording และสีสร้างแรงกระตุ้น



THE TOKYO ART BOOK FAIR ชัดเจนครับว่าเล่นธีม Colourful


30 Miami Book Fair International มาในคอนเซ็ปต์ครบรอบ 30 ปี พื้นดำขับตัวอักษรสีสันให้โดดเด่น


พอหอมปากหอมคอนะครับ  สรุปว่าเรื่องที่พวกท่านวิจารณ์ ไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด ผู้ออกแบบเขาออกแบบให้สอดคล้องกับงานมหกรรมหนังสือของประชาชาติต่างๆ หากจะเหมือนกันหรือคล้ายคลึุงกันก็ไม่แปลก ถ้าโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 ที่ว่านี้จะออกมาในปี 2012 ซึ่งปีนี้เป็นปี 2013 ครับ.


ปล.ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีผู้จัดหรือผู้ออกแบบใดๆ เพียงอยากให้ใช้คิดความสร้างสรรค์สักนิด ถ้าอยากจะให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ เขา ก็ดูเทรนด์ ดูปีพ.ศ.สักนิด 

หลายๆ ประเทศออกแบบมาแบบ Simply แต่มันดูแล้วสวย เห็นแล้วอยากไปงาน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่างานArtworkแบบนี้คนไทยทำได้สบายมาก แต่พอโปสเตอร์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 18 ออกมาในรูปแบบธีมใช้พื้นดำ กับสัญลักษณ์นกพิราบขาว (ซึ่งควรที่จะเป็น Wording เชิญชวนเก๋ๆ) มันเลยดูเป็นเหมือนโปสเตอร์งานนิทรรศการปลดแอกเสรีภาพไปหน่อยนะครับท่าน


กะทู้ที่เกี่ยวข้อง http://pantip.com/topic/31126035


 




 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 11     (41st National Book Fair and 11th Bangkok International Book Fair 2013)

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 11, 41st National Book Fair and 11th Bangkok International Book Fair 2013




สวัสดีพี่น้องนักอ่านทุกท่าน วันนี้เป็นวันแรกที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 11 (41st National Book Fair and 11th Bangkok International Book Fair 2013) ได้เริ่มขึ้นแล้วนะครับ มาจัดตอนใกล้ๆ สิ้นเดือนอย่างนี้ค่อยใจหน่อย ว่าไหมครับ? ก็คนชอบอ่านน่ะ เห็นหนังสือแล้วไม่มีสตางค์ซื้อ คงมีอาการลงแดงกันเหมือนกันทุกคน จริงไหมครับท่านๆ สำหรับรายละเอียดงานตามข้อมูลข้างล่างนี้เลยครับ



ชื่องาน

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 11

(41st National Book Fair and 11th Bangkok International Book Fair 2013)


ลักษณะงาน

งานแสดงและจำหน่ายหนังสือและสื่อการศึกษา อบรมสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการ และเวทีการแสดง



ระยะเวลาแสดงงาน

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม - วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2556 รวมทั้งสิ้น 11 วัน



พิธีเปิด

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจะเสด็จฯ เปิดงาน


เวลา 15.00 น. และจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมงาน เวลา 18.00 - 21.00 น.

สถานที่จัดงาน ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์

รายชื่อผู้ออกบูธและเลขบูธ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 11 (41st National Book Fair and 11th Bangkok International Book Fair 2013)


We are support For people who love reading
The Readers Online Cafe

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บางเหตุผล.. ที่ผู้คนครึ่งโลก หลงรัก ฮารูกิ มูราคามิ [ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ] บทความ : ปราย พันแสง (Pry Pansang)

บางเหตุผล.. ที่ผู้คนครึ่งโลก หลงรัก ฮารูกิ มูราคามิ [ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ] บทความ : ปราย พันแสง Pry Pansang


บางเหตุผล.. ที่ผู้คนครึ่งโลก หลงรัก ฮารูกิ มูราคามิ [ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ] 
บทความ : 'ปราย พันแสง 
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน prypansang.blogspot.com ตุลาคม 2007 

...... เมื่อมีโอกาสกลับมาค้นงานเขียนเกี่ยวกับฮารูกิ มูราคามิ เพื่อรวบรวมจัดพิมพ์เป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค“ศาสดาเบสท์เซลเลอร์”ล่าสุดนี้ ทำให้ต้องกลับไปอ่านสำรวจตรวจตราเรื่องสั้นของฮารูกิ มูราคามิ หลายเรื่องที่ตัวเองเคยแปลไว้[สำหรับเป็นตัวอย่างประกอบบทความ]อีกครั้งหนึ่ง ............. 

ลองนำต้นฉบับภาษาอังกฤษมาเทียบอีกครั้ง ตัดสินใจแก้ไขบางคำบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากกว่านั้น เพราะ “สำเนียง” ของมูราคามิในหัวยังเป็นเสียงเดียวเสียงเดิม ...เหมือนที่ฉันได้ยินเมื่อหลายปีก่อน ............. 

น้องคนหนึ่งเคยบอกว่า เรื่องมูราคามิที่ฉันแปล มันไม่เหมือนสำนวนแปลของคนอื่น ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจพอสมควร เพราะเวลาฉันอ่านสำนวนแปลของคนอื่น ฉันก็มักจะได้ยิน“สำเนียง”ของมูราคามิเป็นเสียงเดียวกับต้นฉบับภาษาอังกฤษที่เคยอ่านเช่นกัน .............. 

อาจจะมีสะดุดบ้างในบางครั้ง กับบางเล่ม ที่ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอ่านบนรถไฟเหาะตีลังกา เนื่องจากแต่ละคำ แต่ละประโยคในพารากราฟมัน“ขาด”จากกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้เรื่องที่อ่านมันกระโดกกระเดกมากไปนิด .......... 

คงไม่ใช่เรื่องผิด คนแปลแต่ละคนก็ย่อมมีสิทธิ์ได้ยิน"เสียง"ของผู้เขียนต่างกันไป เพียงแต่อ่านแล้วรู้สึกขัด อยู่บ้าง เนื่องจากว่าในสามัญสำนึกของฉัน มูราคามิเป็นคนเขียนหนังสือ“เนียน”มีความสุขุมลุ่มลึก ประณีต และละเมียดกับอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เขาคงจะไม่ใช้กริยากระโดกกระเดกกับผู้อ่านในการเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง(อ่าน) อย่างแน่นอนหลายคนที่ฉันรู้จักบอกว่าอ่านงานเขียนของมูราคามิไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ 
................ อันที่จริงการอ่านงานเขียนของมูราคามินั้นไม่ใช่การอ่านเพื่อความเข้าใจแต่มันเป็นการอ่านเพื่อ“ประสบการณ์”มากกว่า ............... 

มันเป็น “ประสบการณ์” คล้ายๆ กับเวลาที่เราเดินเข้าไปในแกลเลอรี่หรือหอศิลป์ งานเขียนของมูราคามิ ไม่ใช่ภาพเขียนงามวิจิตรขนาดใหญ่ที่ติดเอาไว้บนฝาผนัง เพื่อให้ผู้คนตกตะลึงว่า“วาดออกมาได้อย่างไร”แต่มันคล้ายกับเราเดินเข้าไปในห้องหนึ่งของหอศิลป์ ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานประเภทจัดวาง (installation) เอาไว้ให้ชม .... 

ในห้องนั้นอาจจะมีชักโครกใช้แล้วตั้งอยู่กลางห้อง มีกุหลาบสีขาวอยู่ในตู้กระจก มีกระจุกผมสีดำวางอยู่ในจานอาหารราคาแพง มีเสียงดนตรีสารพัดประเภทดังแว่วออกมาจากทุกหนแห่ง มีน้ำทะเลอยู่ในขวดโค้ก ฯลฯ หลังจากนั้น เราก็เดินออกจากห้องนั้นมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย อันยากแก่การบอกเล่าให้บุคคลอื่นได้รับรู้ เนื่องจากวิธีเดียวที่จะรับรู้ “ประสบการณ์”นั้นได้ ก็คือการเดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยตัวเองการอ่านหนังสือของมูราคามิก็เช่นกันการอ่านหนังสือของมูราคามิ จึงไม่ใช่การเร่งรีบอ่านหน้าแรกเพื่อไปถึงหน้าสุดท้ายให้เร็วที่สุดเท่านั้น แต่คนอ่านต้องมีเวลามากพอที่จะค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ เคี้ยวย่อยไปเรื่อยๆ ทีละหน้า ทีละหน้า ไม่ต้องรีบร้อน ................... 

มันเป็นการอ่านที่ต้องการ"เวลา"มากๆ เหมือนกับการจัดแสดงนิทรรศการ ต้องมี "ที่ว่าง" มากๆ ---มันเป็นอย่างนั้น ............ งานเขียนของมูราคามิ ไม่ได้ปฏิวัติปลี่ยนแปลงเพียงรูปแบบภาษาที่ผู้เขียนใช้เล่าเรื่องราวเท่านั้น แต่มันยังเปลี่ยนแปลงประสบการณ์อ่าน รวมถึงวัฒนธรรมการอ่านในโลกเราไปอย่างสิ้นเชิงด้วย! ............... 

รูปแบบภาษาเฉพาะตัวของมูราคามิ อาจจะไม่ได้หมายถึงการประดิดประดอยคำแปลกๆ ขึ้นมาใช้ อาจจะไม่ได้หมายถึงการเอา กรรม มาไว้หน้า ประธาน ของประโยค หรืออะไรทำนองนั้น สังเกตได้จากผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นที่ศึกษาผลงานของมูราคามิมากมาย ก็ไม่เห็นมีใครเอ่ยถึงเรื่องทำนองนี้เลยสักคน ................. 

โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่คิดว่ามูราคามิจะสนใจเรื่องรูปประโยคประเภทประธาน กริยา กรรม ช่องไฟ สระ พยัญชนะ หรืออะไรพวกนี้เลยด้วยซ้ำ .................. หลังจากอายุยี่สิบเก้าปีที่ได้"ค้นพบ"วิธีการเขียนในสไตล์ของตัวเองแล้ว เวลาลงมือเขียนหนังสือ มูราคามิ อาจจะไม่ได้คิดว่ามีตัวหนังสืออยู่ในโลกนี้เลยด้วยซ้ำ ................... 

ถ้าอย่างนั้น สไตล์หรือรูปแบบภาษาพิเศษเฉพาะตัวคืออะไร แบบไหนกัน? ............. ตรงนี้ต้องบอกว่าสไตล์ของเขาพิสดารหลากหลายมาก แม้ว่าจะใช้พล็อตเรื่องหลวมๆ หรือตัวละครซ้ำๆเดิมๆ ก็ตามที เรื่องที่เขียนยังตรึงคนอ่านได้อยู่หมัด แถมยังได้รับความนิยมอ่านแพร่หลายไปทั่วโลก นั่นคงไม่ใช่ธรรมดา .................... 

ยกตัวอย่างเช่น หากมองแต่เพียงผิวเผิน สไตล์การเขียนของมูราคามิที่พบได้ในงานเกือบทุกเล่มนั้น มักเป็นการเขียนด้วย"ภาวะจิต"(consciousness) โดยผ่านตัว"ผม" เป็นคนเล่าเรื่อง คิดเรื่องนั้น รู้สึกเรื่องนี้ ไม่ต่างจากงานเขียนทั่วไป ............. 

แต่ถ้าสังเกตนิดหน่อย อาจจะรู้สึกได้ไม่ยากนัก ว่าภาวะจิตของ"ผม"นั้น มันไม่ได้ถูกกำหนดบทบาทไว้ตามกฏเกณฑ์การเขียนเรื่องทั่วไปเลย ความคิดของ"ผม"ในงานเขียนของมูราคามินั้นเพี้ยนมาก[ในบุคลิคภาพคนญี่ปุ่น]"ผม"มีความคิดอิสระ[ในความใฝ่ฝันแบบคนอเมริกัน]แต่ร่างกายและภูมิหลังติดตรึงอยู่กับแบบแผนบางอย่าง มักรอคอยบางสิ่งเพื่อพลิกเปลี่ยน ............. 

เมื่อสิ่งนั้นมาถึง"ผม"คนเดียวกันนี้ก็จะไม่ยอมอยู่กับร่องรอย ไม่ยอมอยู่กับบรรทัดฐานใดอีกต่อไป บทสุดท้ายชะตากรรมของ"ผม"หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าบทเริ่ม แต่แปลกว่าเรื่องราวเพี้ยนๆ บ้าๆ บอๆ ทั้งหมดนี้ กลับสามารถทำให้คนอ่านรู้สึกร่วมได้ชะงัด .............. กว่าทศวรรษที่ผ่านมา กระแสความนิยมในหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ทั้งยังดูเหมือนว่าจะมีนักอ่านวัยรุ่นหนุ่มสาวยิ่งกระหายใคร่อ่านหนังสือของเขามากขึ้นด้วย ................. 

หลายพื้นที่ในโลก การอ่านหนังสือของมูราคามิ เป็นเครื่องมือสำหรับประกาศถึงอิสรภาพและตัวตน กลายเป็นความทันสมัย กลายเป็นแฟชั่นโก้เก๋ไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ [แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ยิ่งผลงานได้รับการเผยแพร่เป็นภาษาต่างๆ กว้างไกลหลายภาษาเพียงใด เรากลับได้เห็นหน้าค่าตาของมูราคามิผ่านสื่อต่างๆ น้อยลงทุกที] ................ 

การที่หนังสือบางเล่มขายดี มันก็คงมีเหตุผลบางอย่างที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะอ่านเพื่อเอาสาระ อ่านเพื่อแฟชั่น หรือเพื่ออะไร อย่างน้อยเนื้อหาในหนังสือขายดีเหล่านั้น มันก็น่าจะเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณบางอย่างของคนอ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย... ......... 

ฉบับภาษาไทยล่าสุด[เป็นผลงานยุคแรกๆในภาษาญี่ปุ่นของมูราคามิเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว]"ผม"ของมูราคามิบอกคนอ่านอย่างโต้งๆ ล่ะเลยว่า "ความทรงจำส่วนใหญ่ของผมไม่มีวันที่กำกับ" หรือ "ความทรงจำของผมค่อนข้างเลื่อนเปื้อนได้ถึงขั้นน่าประทับใจทีเดียว ผมกลับผิดทิศผิดทางได้เสมอ ถ้านำเอาเกร็ดเรื่องราวมาเป็นความจริง แม้แต่เรื่องราวที่พบเห็นด้วยตาตนเอง ยังนำเอาคำให้การของคนอื่นมาแทนที่" [เรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน (Slow Boat to China) นพดล เวชสวัสดิ์,สร้อยสุดา ณ ระนอง แปล (2550),สำนักพิมพ์แม่ไก่ขยัน,มติชน] นั่นคงพอจะเป็นตัวอย่างถึง"ภาวะจิต"คนเล่าเรื่อง (storyteller)ของมูราคามิได้บ้าง .... สิ่งที่น่าประหลาดใจมากคือเพี้ยนได้ถึงขนาดนี้ แต่งานเขียนของมูราคามิยังดูดีมีเสน่ห์ มีพลังด้านอารมณ์ความรู้สึกมากพอจะทำให้ผู้อ่านหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับเรื่องราว ................ หรือบางคราว"อิน"จัด ถึงกับคิดว่าตัวเองเป็นตัวละครตัวนั้นด้วย...นั่นล่ะ ความสามารถของมูราคามิ ............. 

"สิ่งทีผมเรียนรู้มาก็คือ คุณจะต้องฉลาดใน (สไตล์) การเขียนเรื่อง แต่เนื้อหาสาระในงานเขียนของคุณไม่จำเป็นต้องฉลาดอะไรก็ได้" มูราคามิเคยอธิบายวิธีเขียนหนังสือของเขาเอาไว้อย่างนั้น แสบไหมล่ะ! .......... 

ด้วยเหตุนี้ วิธีเขียนหนังสือของมูราคามิจึงน่าศึกษาและน่าสนใจมากเมื่อหลายปีก่อน หลังจากได้อ่านหนังสือของมูราคามิไปหลายเล่ม ฉันจึงเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า ค้นหาที่มา และเบื้องหน้าเบื้องหลังในการเขียนหนังสือของเขา จนกระทั่งได้ไปเจอแง่มุมความคิดอะไรต่างๆ มากมาย จนเกิดเป็นเรื่องหลายตอนจบในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ จนกลายเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค “ศาสดาเบสท์เซลเลอร์” ในวันนี้จนได้ยังจำได้ตอนนั้น มีผู้อ่านบางคนบอกมาอย่างไม่เกรงใจว่า“เมื่อไหร่จะเลิกเขียนเรื่องนี้เสียที” :)